ซูเราะห์ 3 อาละอิมรอน, อายะห์ 1 – 7
-
الم
อะลีฟ ลาม มีม
3:1 -
اللَّهُ لَا إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ
อัลลอฮ์คือ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไป
3:2 -
نَزَّلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ مُصَدِّقًا لِمَا بَيْنَ يَدَيْهِ وَأَنْزَلَ التَّوْرَاةَ وَالْإِنْجِيلَ
พระองค์ทรงประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่เจ้าเป็นครั้งคราวด้วยความจริง เพื่อยืนยันคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้านี้ และพระองค์ทรงประทานอัตเตารอต และอัลอินญีล
3:3 -
مِنْ قَبْلُ هُدًى لِلنَّاسِ وَأَنْزَلَ الْفُرْقَانَ ۗ إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا بِآيَاتِ اللَّهِ لَهُمْ عَذَابٌ شَدِيدٌ ۗ وَاللَّهُ عَزِيزٌ ذُو انْتِقَامٍ
ก่อนหน้า (ที่อัลกุรอานจะถูกประทานลงมา) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับมนุษยชาติ และพระองค์ทรงประทานอัลฟุรกอนลงมา (เพื่อแยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จ) แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรโองการของอัลลอฮ์นั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันสาหัส และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงมีสิทธิตอบโต้ (บรรดาผู้กระทำความผิดทั้งหลาย)
3:4 -
إِنَّ اللَّهَ لَا يَخْفَىٰ عَلَيْهِ شَيْءٌ فِي الْأَرْضِ وَلَا فِي السَّمَاءِ
แท้จริงสำหรับอัลลอฮ์นั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้ ทั้งในแผ่นดิน และในชั้นฟ้า
3:5 -
هُوَ الَّذِي يُصَوِّرُكُمْ فِي الْأَرْحَامِ كَيْفَ يَشَاءُ ۚ لَا إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ
พระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นรูปร่างในครรภ์ (มารดาของพวกเจ้า) ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง
3:6 -
هُوَ الَّذِي أَنْزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ ۖ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ ۗ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ ۗ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِنْ عِنْدِ رَبِّنَا ۗ وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ
พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า ซึ่งในนั้นมีบรรดาโองการที่เป็น "มุห์กามาต" (เป็นโองการที่มีความหนักแน่น ชัดเจนในความหมาย และชัดเจนในเจตนารมณ์) ซึ่งโองการเหล่านั้นเป็นมารดา (เป็นหลัก) ของคัมภีร์ และโองการอื่นจากนั้นคือโองการ "มุตะชาบิฮาต" (คลุมเครือ ความหมายไม่ชัดเจน) ส่วนบรรดาผู้ที่ในใจของพวกเขามีความโน้มเอียงไปในทางที่ผิด พวกเขาจะปฏิบัติตามโองการที่เป็นมุตะชาบิฮาต เพื่อสร้างฟิตนะฮ์ (ความขัดแย้ง ความระส่ำระสาย) และเพื่อการตีความ (ให้บิดเบี้ยวเป็นไปตามที่เขาต้องการ) และไม่มีผู้ใดสามารถรู้ความหมายของมันได้นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้ พวกเขาจะกล่าวว่า “เราศรัทธาต่อโองการนั้น ทั้งหมดนี้มาจากพระผู้อภิบาลของเรา” และไม่มีผู้ใดรับเป็นบทเรียน นอกจากผู้มีสติปัญญาที่สมบูรณ์เท่านั้น
3:7
คำแปล: ศูนย์การแปลรุวาด